สมองเสื่อมกล่าวหาว่าลูกขโมยเงิน ของหาย ควรรับมืออย่างไร?
สรุปสั้น ๆ: เมื่อผู้ป่วยสมองเสื่อมกล่าวหาว่าเราขโมยเงินหรือทำของมีค่าหาย ห้ามเถียงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองเด็ดขาด ให้ตอบรับอารมณ์กังวลอย่างเข้าใจ ชวนกันออกตามหาอย่างใจเย็น และจัดฉากให้ผู้ป่วยเป็นคนหาของเจอเองเพื่อคืนความมั่นใจ
หนึ่งในสถานการณ์ที่สร้างความชอกช้ำใจให้ผู้ดูแลมากที่สุด คือการที่ลูกหลานซึ่งคอยเช็ดอุจจาระ ปัสสาวะ และป้อนข้าวป้อนน้ำ กลับถูกพ่อแม่ชี้หน้าด่าว่า "เป็นขโมย" หรือขโมยเงินบำนาญและทองคำไป ความรู้สึกน้อยใจและเสียใจที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่การทำความเข้าใจพยาธิสภาพของโรคจะช่วยให้เรารับมือได้อย่างมีสติ
ทำไมผู้ป่วยสมองเสื่อมถึงปักใจเชื่อว่าลูกหลานขโมยของ?
พฤติกรรมนี้ทางการแพทย์เรียกว่า อาการหลงผิดระแวงว่าถูกขโมย (Delusion of Theft) ซึ่งพบได้บ่อยมากในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะแรกถึงปานกลาง โดยมีกลไกการเกิดดังนี้:
- ความจำระยะสั้นบกพร่อง: ผู้ป่วยเป็นคนนำเงินหรือของมีค่าไปซ่อนเองในที่แปลก ๆ เช่น ใต้ฟูก ซอกตู้เสื้อผ้า หรือกระถางต้นไม้ แต่จำไม่ได้ว่าซ่อนไว้ที่ไหน
- กลไกปกป้องตนเองของสมอง (Confabulation): สมองไม่สามารถยอมรับได้ว่าตนเองเป็นคนลืม จึงสร้างเรื่องราวขึ้นมาทดแทนว่า "ต้องมีคนหยิบไปแน่ ๆ"
- ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต: ทรัพย์สินเงินทองเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนเองยังมีอำนาจและพึ่งพาตนเองได้ เมื่อหาไม่เจอจึงเกิดความตื่นตระหนกขั้นรุนแรง
4 ขั้นตอนรับมือเมื่อถูกกล่าวหาว่าขโมยเงินหรือทรัพย์สิน
เมื่อตกเป็นจำเลย ให้ใช้เทคนิคจิตวิทยาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ดังต่อไปนี้:
- อย่าพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์: หลีกเลี่ยงคำพูดแก้ตัว เช่น "หนูไม่ได้เอาไป แม่ลืมเองหรือเปล่า" เพราะในโลกความจริงของผู้ป่วย เงินหายไปจริง ๆ การเถียงมีแต่จะทำให้ผู้ป่วยคิดว่าเรากำลังแก้ตัว
- ยอมรับและสะท้อนอารมณ์: แสดงความเข้าใจในความทุกข์ใจของท่าน เช่น "คุณพ่อตกใจใช่ไหมครับที่เงินไม่อยู่ในกระเป๋า ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวลูกช่วยหาดูให้ทั่ว ๆ"
- ชวนกันเดินหาตามจุดซ่อนยอดฮิต: เดินตามหาด้วยกันอย่างจริงจัง สำรวจจุดที่ผู้ป่วยมักนำของไปซ่อน เช่น ใต้หมอน ในตู้กับข้าว ในกระเป๋าเสื้อผ้าตัวเก่า หรือถังขยะ
- จัดฉากให้ผู้ป่วยเป็นคนหาพบ: เมื่อเราเหลือบไปเห็นของแล้ว อย่าตะโกนบอกว่า "อยู่นี่ไง บอกแล้วว่าไม่ได้เอาไป" แต่ให้ชี้นำสายตาอย่างแนบเนียน เช่น "คุณแม่ลองคลำดูในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวนี้หรือยังคะ" เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกภาคภูมิใจที่หาพบเอง
แนวทางป้องกันและจัดการทรัพย์สินในบ้านอย่างปลอดภัย
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเงินหายซ้ำซาก ควรมีมาตรการบริหารจัดการในบ้าน:
- ทำกระเป๋าเงินและของจำลอง: ใส่เงินสดไว้ในกระเป๋าผู้ป่วยจำนวนพอเหมาะ (เช่น 100-300 บาท) เพื่อให้ท่านพกติดตัวและรู้สึกมั่นคง
- ย้ายของมีค่าจริงไปเก็บในที่ปลอดภัย: ถ่ายรูปทำรายการทรัพย์สินจริงและนำไปฝากตู้เซฟธนาคาร โดยมีพยานในครอบครัวรับรู้ร่วมกัน
- ทำกุญแจและเอกสารสำรอง: ถ่ายเอกสารบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชี และทำกุญแจบ้านสำรองไว้หลายชุด
- ติดกล้องวงจรปิดในจุดที่เหมาะสม: ช่วยให้ผู้ดูแลทราบจุดที่ผู้ป่วยชอบนำของไปซ่อนโดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาทั้งบ้าน
ตารางเปรียบเทียบ: ปฏิกิริยาของผู้ดูแลที่ส่งผลต่ออารมณ์ผู้ป่วย
| ปฏิกิริยาของผู้ดูแล | คำพูดที่ใช้ | ผลกระทบต่อผู้ป่วยสมองเสื่อม |
|---|---|---|
| แบบโต้เถียง (ไม่แนะนำ) | "หนูจะเอาไปทำไม เงินแค่นี้ มีแต่แม่นั่นแหละที่ขี้ลืม!" | ผู้ป่วยโกรธจัด รู้สึกถูกทำร้าย และปักใจเชื่อมั่นขึ้นไปอีก |
| แบบประชดประชัน (ไม่แนะนำ) | "เอะอะก็ว่าแต่หนู ต่อไปนี้จะไม่มาดูแลแล้วนะ!" | ผู้ป่วยเกิดความหวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย และอาละวาดหนักขึ้น |
| แบบเข้าอกเข้าใจ (แนะนำ) | "แม่คงตกใจมากเลยใช่ไหม มาค่ะ เดี๋ยวเราช่วยกันหาดูนะ" | ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย ไว้วางใจ และให้ความร่วมมือในการหาของ |
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ป่วยยืนยันจะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจให้ได้ ควรทำอย่างไร?
ให้รับฟังอย่างจริงจัง พาขึ้นรถหรือชวนเดินเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หรืออาจแวะไปสถานีตำรวจที่นัดหมายเจ้าหน้าที่ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ตำรวจช่วยพูดปลอบใจด้วยความนุ่มนวล โดยห้ามหักห้ามอย่างรุนแรง
หากผู้ป่วยแอบซ่อนเงินสดไว้จนลืมและหาไม่เจอจริง ๆ ควรค้นบ้านอย่างไร?
ค้นหาในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยหลับหรือออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน โดยจุดที่พบบ่อยที่สุดคือ ช่องว่างใต้ลิ้นชัก ใต้เบาะเก้าอี้ ในปลอกหมอน และในกล่องขนมเก่า
ทำอย่างไรไม่ให้ตนเองรู้สึกเจ็บปวดและน้อยใจเวลาถูกพ่อแม่ด่าว่าเป็นขโมย?
เตือนสติตนเองเสมอว่า "นี่คือสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ ไม่ใช่ความคิดที่แท้จริงของพ่อแม่" และหาเวลาพูดคุยระบายความรู้สึกกับเพื่อน หรือโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อฟื้นฟูพลังใจ
แหล่งอ้างอิง
แหล่งที่มา: ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล
