วิธีป้องกันผู้ป่วยสมองเสื่อมพลัดหลง และข้อควรเตรียมพร้อม
สรุปสั้น ๆ: ป้องกันผู้ป่วยสมองเสื่อมพลัดหลงด้วยการติดตั้งตัวล็อกประตูนอกระดับสายตา ให้อุปกรณ์ติดตามตัว GPS สวมริสต์แบนด์ระบุชื่อและเบอร์โทรศัพท์ตลอดเวลา พร้อมถ่ายรูปปัจจุบันของผู้ป่วยเก็บไว้ทุกสัปดาห์เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
การเดินพลัดหลงออกจากบ้าน (Wandering) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อม ข้อมูลพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมกว่า 60% มีโอกาสเดินพลัดหลงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุทางถนน การบาดเจ็บ หรือการเสียชีวิต การวางระบบป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมหาศาล
ทำไมผู้ป่วยสมองเสื่อมถึงพยายามเดินออกจากบ้านอย่างไร้จุดหมาย?
การเดินของผู้ป่วยไม่ใช่เรื่องไร้จุดหมายในมุมมองของพวกเขา แต่มักถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเหล่านี้:
- ค้นหาความคุ้นเคยในอดีต: คิดว่าถึงเวลาต้องไปทำงาน ไปรับลูกที่โรงเรียน หรือคิดว่าบ้านปัจจุบันไม่ใช่บ้านของตนเอง
- ความกระวนกระวายจากความเหงาหรือเบื่อหน่าย: ผู้ป่วยขาดกิจกรรมกระตุ้นสมอง จึงเดินไปเรื่อย ๆ เพื่อปลดปล่อยพลังงาน
- กำลังมองหาสิ่งจำเป็นแต่จำทิศทางไม่ได้: เช่น ต้องการเข้าห้องน้ำ หรือหิวน้ำ แต่จำผังบ้านไม่ได้จนเดินทะลุออกประตูหน้าบ้าน
- ความตื่นตระหนกจากเสียงหรือสิ่งแวดล้อม: ต้องการเดินหนีจากสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านหรือเสียงดัง
5 มาตรการปรับปรุงความปลอดภัยในบ้านเพื่อป้องกันคนหาย
ป้องกันการแอบหนีออกจากบ้านด้วยการปรับสภาพแวดล้อมอย่างชาญฉลาด:
- ติดตั้งตัวล็อกประตูพ้นระดับสายตา: ติดกลอนประตูด้านบนสุดหรือล่างสุดของประตู ผู้ป่วยสมองเสื่อมมักมองเฉพาะระดับสายตา จึงไม่สังเกตเห็นตัวล็อกพิเศษ
- พรางตาประตูทางออก: ใช้ผ้าม่านบังประตูหน้าบ้าน หรือติดโปสเตอร์ภาพวาดทับบานประตู เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรับรู้ว่าตรงนั้นคือทางออก
- ใช้อุปกรณ์ติดตามตำแหน่ง (GPS Trackers): ซ่อนอุปกรณ์ติดตาม เช่น AirTag หรือ GPS Tracker ไว้ในรองเท้า เข็มขัด หรือกระเป๋าเสื้อที่ผู้ป่วยชอบใส่ประจำ
- ติดตั้งแผ่นตรวจจับการเคลื่อนไหวหรือกระดิ่ง: ติดกระดิ่งที่ประตู หรือใช้แผ่นเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวส่งสัญญาณเตือนมายังสมาร์ตโฟนของผู้ดูแลเมื่อมีคนเปิดประตู
- สร้างเครือข่ายเพื่อนบ้านและชุมชน: นำรูปถ่ายผู้ป่วยไปฝากเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ รปภ. หมู่บ้าน และร้านค้าใกล้เคียง พร้อมให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อหากพบเห็นผู้ป่วยเดินออกมาลำพัง
เช็กลิสต์ข้อมูลฉุกเฉินที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า (Emergency Checklist)
หากเกิดเหตุการณ์พลัดหลง ทุกนาทีมีค่า การมีข้อมูลพร้อมจะช่วยให้ตามหาตัวได้เร็วขึ้น:
- รูปถ่ายปัจจุบัน: ควรถ่ายรูปหน้าตรงและเต็มตัวของผู้สูงอายุเก็บไว้ในมือถือทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นเสื้อผ้าและทรงผมปัจจุบัน
- บัตรประจำตัวผู้ป่วย: จัดทำป้ายชื่อระบุโรค เบอร์ติดต่อญาติ เย็บติดกับคอเสื้อ หรือทำเป็นริสต์แบนด์โลหะสวมข้อมือ
- บันทึกลักษณะเฉพาะ: เช่น แผลเป็น ท่าทางการเดิน รอยสัก ฟันปลอม และประวัติยาจำเป็น
- หมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุด่วน:
- ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา: โทร 080-775-2673
- ศูนย์ช่วยเหลือสังคม: โทร 1300
- สถานีวิทยุ จส.100 โทร 1137 และ สวพ.91 โทร 1644
ตารางเปรียบเทียบ: ข้อดีและข้อจำกัดของอุปกรณ์ติดตามตัวผู้ป่วย
| ประเภทอุปกรณ์ | ข้อดี | ข้อจำกัดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| ริสต์แบนด์ / สร้อยข้อมือสลักชื่อ | ราคาประหยัด ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ สวมใส่ติดตัวได้ตลอด | ผู้พบเห็นต้องเป็นคนโทรแจ้ง ไม่สามารถดูพิกัดได้เอง |
| บลูทูธแทร็กเกอร์ (เช่น AirTag) | ขนาดเล็ก ซ่อนในรองเท้าได้ แบตเตอรี่อยู่ได้นานนับปี | ต้องอาศัยสัญญาณจากโทรศัพท์เครื่องอื่นที่อยู่ใกล้เคียง |
| นาฬิกา GPS เฉพาะทาง | บอกพิกัดแม่นยำแบบเรียลไทม์ มีปุ่มกดขอความช่วยเหลือ (SOS) | ต้องชาร์จแบตเตอรี่ทุกวัน และผู้ป่วยอาจรำคาญจนถอดทิ้ง |
คำถามที่พบบ่อย
หากพบว่าผู้ป่วยหายออกจากบ้าน ต้องรอครบ 24 ชั่วโมงก่อนแจ้งความหรือไม่?
ไม่ต้องรอ สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยสมองเสื่อม กฎหมายไทยอนุญาตให้แจ้งความคนหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมง เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออันตรายร้ายแรง
เมื่อตามหาผู้ป่วยเจอข้างนอก ควรเข้าไปทักทายอย่างไรไม่ให้ท่านตกใจ?
เดินเข้าไปข้างหน้าช้า ๆ ในระดับสายตา ยิ้มแย้ม เรียกชื่อท่านด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือดุด่า จับมือเบา ๆ แล้วพูดว่า "คิดถึงจังเลย กลับบ้านไปกินของอร่อย ๆ กันนะคะ"
มีโครงการริสต์แบนด์ช่วยคนหายฟรีในประเทศไทยหรือไม่?
มีโครงการ "หาย(ไม่)ห่วง" ของมูลนิธิกระจกเงา ร่วมกับโรงพยาบาลและหน่วยงานต่าง ๆ จัดทำสายรัดข้อมือที่มีคิวอาร์โค้ดเชื่อมโยงฐานข้อมูลคนหาย สามารถติดต่อขอรับได้ผ่านมูลนิธิกระจกเงา
แหล่งอ้างอิง
แหล่งที่มา: ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล
